รูปข่าวสาร ทำไมรถสปอร์ตบางรุ่นมีพวงมาลัยเรียบด้านล่าง (Flat-bottom Steering Wheel)?

ทำไมรถสปอร์ตบางรุ่นมีพวงมาลัยเรียบด้านล่าง (Flat-bottom Steering Wheel)?

อัพเดดล่าสุดเมื่อ : Oct 5 2025

ทำไมรถสปอร์ตบางรุ่นมีพวงมาลัยเรียบด้านล่าง (Flat-bottom Steering Wheel)?

ถ้าให้คุณวาดภาพพวงมาลัยรถยนต์ สิ่งแรกที่คิดถึงคือ “วงกลมเต็ม” ที่เชื่อมด้วยก้านโลหะหรือพลาสติก แต่ถ้าคุณเดินเข้าไปในโชว์รูมรถสปอร์ตหรือซูเปอร์คาร์ คุณจะเห็นว่าพวงมาลัยหลายรุ่นไม่ได้กลมเต็มวง บริเวณด้านล่างถูก ตัดเรียบ (Flat-bottom) หรือทำเป็นทรง D-shape

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทำให้เรียบ?

เป็นเรื่องวิศวกรรม? ความปลอดภัย? หรือเป็นเพียงการ “แต่งหล่อ” เพื่อให้ดูสปอร์ต?

ความจริงแล้ว Flat-bottom steering wheel ไม่ได้เกิดจาก “แฟชั่น” อย่างเดียว แต่มีรากฐานจากโลกมอเตอร์สปอร์ตจริง ๆ และยังมีแง่มุมที่ซับซ้อนทั้งทางวิศวกรรม สรีรศาสตร์ จิตวิทยา และการตลาดที่น่าสนใจ

ประวัติศาสตร์ของพวงมาลัยรถยนต์

จากคันโยกสู่พวงมาลัย

รถยนต์รุ่นแรกในปลายศตวรรษที่ 19 เช่น Benz Patent-Motorwagen ใช้ คันโยก (Tiller) ในการบังคับทิศทาง

ต่อมานักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส Alfred Vacheron นำพวงมาลัยทรงกลมมาติดตั้งกับรถ Panhard & Levassor ในปี 1894 เพื่อใช้แข่ง Paris–Rouen → ถือเป็นจุดกำเนิดของ พวงมาลัยรถยนต์แบบวงกลม

พวงมาลัยกลม: มาตรฐานโลก

ในศตวรรษที่ 20 พวงมาลัยกลายเป็นวงกลมเต็ม เนื่องจาก:

หมุนง่ายทุกทิศทาง

เหมาะกับระบบบังคับเลี้ยวแบบกลไกยุคแรก ที่ต้องหมุนหลายรอบ

เข้าใจง่าย – คนทั่วไปคุ้นเคยกับวงกลม

จุดเปลี่ยนจากสนามแข่ง

เมื่อเข้าสู่โลกของ มอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะ Le Mans, Rally และ F1 ปัญหาที่นักขับเจอบ่อยคือ “เข้า–ออกจาก Cockpit ยาก” เพราะพวงมาลัยวงกลมเต็มชนกับเข่า → ทำให้เริ่มมีการดัดแปลง พวงมาลัยทรง D-shape (ด้านล่างเรียบ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ช่วงขา

เหตุผลทางวิศวกรรม

  1. พื้นที่ช่วงขา (Legroom)

รถสปอร์ต/รถแข่งมักมีเบาะนั่งต่ำและพื้นที่แคบ เมื่อผู้ขับเข้า–ออกจากห้องโดยสาร พวงมาลัยกลมเต็มจะชนหัวเข่า การตัดด้านล่างให้เรียบช่วยให้:

เข้าออกสะดวกขึ้น

นั่งท่าขับที่ต่ำได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัด

  1. การอ้างอิงตำแหน่งล้อ (Reference Point)

Flat-bottom ทำให้ผู้ขับ “รู้ตำแหน่งล้อ” ได้โดยไม่ต้องมอง:

ถ้าสัมผัสขอบเรียบด้านล่าง → ล้อตรง

มีประโยชน์มากในรถแข่งที่การควบคุมแม่นยำเป็นเรื่องชีวิตและความตาย

  1. ลดแรงต้านและน้ำหนัก

แม้ความแตกต่างเล็กน้อย แต่ในรถแข่ง ทุกกรัมมีค่า → การตัดส่วนล่างทำให้พวงมาลัยเบาขึ้นเล็กน้อย และลดวัสดุ

  1. ความสัมพันธ์กับ Steering Ratio

รถสปอร์ตใช้ อัตราทดพวงมาลัย (Steering Ratio) ที่ไว หมุนเพียง 2 รอบก็เลี้ยวสุด ต่างจากรถบ้านที่หมุน 3–4 รอบ ดังนั้นพวงมาลัย Flat-bottom ไม่เป็นอุปสรรคต่อการหมุนเต็มวง เพราะผู้ขับไม่ค่อยต้องหมุนจนสุดเหมือนรถบ้าน

เหตุผลด้านสรีรศาสตร์และจิตวิทยา

  1. ความสบาย (Ergonomics)

Flat-bottom ออกแบบให้เข้ากับสรีระมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะท่านั่งขับที่ “เหยียดขา” แบบรถสปอร์ต

  1. ความรู้สึกควบคุม

เมื่อจับพวงมาลัยที่มี “ขอบเรียบ” ผู้ขับจะรู้สึกมั่นคงกว่า เพราะมีจุดยึดที่แน่นอน ไม่เหมือนวงกลมที่หมุนต่อเนื่อง

  1. ภาพลักษณ์สปอร์ต

Flat-bottom กลายเป็น สัญลักษณ์ของรถแข่ง คนที่จับพวงมาลัยแบบนี้จะรู้สึก “กำลังขับรถพิเศษ” แม้จะเป็นเพียงรถบ้านรุ่นแต่งพิเศษก็ตาม

กรณีศึกษาในโลกจริง

Volkswagen Golf GTI - หนึ่งในรถบ้านสปอร์ตคอมแพ็กต์รุ่นแรกที่นำ Flat-bottom มาใช้ → เพื่อสร้างเอกลักษณ์และเชื่อมโยงกับรถแข่ง

Audi RS Series - Audi ใช้พวงมาลัย Flat-bottom แทบทุกคันในตระกูล RS เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของรถสมรรถนะสูง

Lamborghini Huracán / Ferrari 488 - ใช้พวงมาลัย D-shape ที่เน้นทั้งพื้นที่ขาและความรู้สึกสปอร์ตสุดขีด

Toyota GR Yaris / GR86 - แม้เป็นรถญี่ปุ่นราคาจับต้องได้ แต่ใส่ Flat-bottom เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “รถแข่งถนน”

ข้อดี–ข้อเสียของพวงมาลัย Flat-bottom

ข้อดี

เพิ่มพื้นที่ช่วงขา เข้า–ออกง่าย

รู้ตำแหน่งล้อโดยไม่ต้องมอง

สร้างภาพลักษณ์สปอร์ต

ให้ความรู้สึกมั่นคง

ข้อเสีย

หมุนหลายรอบไม่ถนัด (ไม่เหมาะกับรถบ้านที่ต้องเลี้ยวแคบ ๆ บ่อย)

หากใช้ในรถที่ไม่จำเป็น อาจเป็นแค่ “ของแต่ง” ที่ไม่ช่วยเรื่องฟังก์ชันจริง

ผู้ใช้บางคนรู้สึกแปลกเมื่อจับในชีวิตประจำวัน

มุมมองด้านการตลาด

สัญลักษณ์ของความสปอร์ต – ผู้ผลิตนำ Flat-bottom ไปใช้แม้ในรถบ้านรุ่นแต่ง (เช่น Honda Civic RS, Toyota Altis GR-S) เพื่อดึงดูดลูกค้าที่อยากได้ “ฟีลรถแข่ง”

อุปกรณ์สร้างความแตกต่าง – พวงมาลัยเป็นสิ่งที่ผู้ขับสัมผัสตลอดเวลา ถ้าทำให้ “ไม่เหมือนรถทั่วไป” จะสร้างความรู้สึกพิเศษทันที

วิทยาศาสตร์ของวัสดุและการผลิต

พวงมาลัย Flat-bottom มักบุด้วย Alcantara หรือ หนังแท้ → เพื่อเพิ่มการยึดเกาะ

โครงสร้างภายในใช้ คาร์บอนไฟเบอร์ หรือ แมกนีเซียม เพื่อลดน้ำหนัก

รถแข่ง F1 ใช้พวงมาลัยทรง D ที่มีปุ่มควบคุมกว่า 20 ฟังก์ชัน รวมถึงจอแสดงผล

อนาคตของพวงมาลัย

  1. พวงมาลัย Yoke เช่น Tesla Model S Plaid, Lexus RZ → ไม่มีวงบนเลย ให้ทัศนวิสัยกว้างกว่า

  2. Steer-by-Wire เช่น Nissan Ariya → ไม่มีการเชื่อมกลไกโดยตรง แต่ใช้ระบบไฟฟ้าแทน ทำให้รูปทรงพวงมาลัยสามารถออกแบบได้อิสระ

  3. รถไร้คนขับ - ในอนาคตที่รถอัตโนมัติสมบูรณ์ พวงมาลัยอาจกลายเป็น “อุปกรณ์เสริม” ไม่จำเป็นต้องวงกลมหรือ Flat-bottom อีกต่อไป

บทสรุป

พวงมาลัย Flat-bottom ไม่ได้เป็นเพียง “แฟชั่น” แต่มีประโยชน์จริงในเชิงวิศวกรรม โดยเฉพาะในรถสปอร์ตที่เน้นท่านั่งต่ำและ Cockpit แคบ มันช่วยเพิ่มพื้นที่ขา ให้จุดอ้างอิงล้อ และเพิ่มความมั่นคงในการขับ

แต่ในขณะเดียวกัน Flat-bottom ก็กลายเป็น สัญลักษณ์ทางการตลาด ที่บอกคนทั่วไปว่า “นี่คือรถสปอร์ต” แม้จะเป็นรถบ้านรุ่นแต่งพิเศษก็ตาม

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ มันคือทั้ง ฟังก์ชันที่มีประโยชน์จริง และ แฟชั่นเพื่อความรู้สึกสปอร์ต ในเวลาเดียวกัน

Credit : เซลล์บอส บางเขนฮอนด้าคาร์ส์