รูปข่าวสาร ทำไมรถบางรุ่นถึงมีที่เปิดน้ำมันอยู่คนละฝั่งกัน?

ทำไมรถบางรุ่นถึงมีที่เปิดน้ำมันอยู่คนละฝั่งกัน?

อัพเดดล่าสุดเมื่อ : Nov 12 2025

ทำไมรถบางรุ่นถึงมีที่เปิดน้ำมันอยู่คนละฝั่งกัน?

คุณเคยเจอสถานการณ์ขับรถเข้าไปในปั๊ม แล้วต้องชะลอเพื่อดูว่า ฝาถังน้ำมันอยู่ฝั่งไหนของรถ? สำหรับบางคน นี่อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความจริงแล้ว ตำแหน่งของฝาถังน้ำมัน เป็นผลจากการออกแบบที่มีเหตุผลทางวิศวกรรม ความปลอดภัย และประสบการณ์ผู้ใช้ ไม่ใช่การสุ่มวาง

คำถามคือ ทำไมรถบางรุ่นฝาถังน้ำมันอยู่ซ้าย บางรุ่นอยู่ขวา? มีมาตรฐานตายตัวหรือไม่? และสิ่งนี้มีผลต่อการใช้งานจริงอย่างไร?

ประวัติและวิวัฒนาการ

ยุคแรก (1900s): รถยนต์รุ่นแรก ๆ มักมีถังน้ำมันอยู่ด้านหลังหรือใต้เบาะผู้โดยสาร ตำแหน่งฝาเติมน้ำมันอยู่ด้านบนหรือด้านท้ายรถ

ทศวรรษ 1950s–1970s: รถหลายรุ่น โดยเฉพาะในอเมริกา มีฝาถังน้ำมันอยู่ตรงกลางด้านท้าย (เช่น Chevy Impala รุ่นเก่า) เพื่อความสะดวกเติมจากทั้งสองฝั่ง

หลังทศวรรษ 1980s: ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย (ชนท้าย → เสี่ยงไฟไหม้) ผู้ผลิตจึงย้ายถังน้ำมันไปไว้ใต้เบาะหลัง และฝาถังอยู่ด้านซ้ายหรือขวาของตัวรถ

เหตุผลทางวิศวกรรม

  1. ความปลอดภัยในการชน (Crash Safety)

การชนท้ายเป็นอุบัติเหตุที่พบบ่อย หากถังน้ำมันอยู่ตรงกลางท้ายรถ จะเสี่ยงถูกชนโดยตรง → เกิดไฟไหม้ได้ง่าย ดังนั้น ผู้ผลิตจึงย้ายถังไปใต้เบาะหลัง และเลื่อนฝาเติมไปด้านข้าง

  1. ตำแหน่งท่อเชื่อมถัง (Fuel Filler Pipe)

ตำแหน่งฝาเติมต้องสอดคล้องกับการเดินท่อเชื่อมจากฝาไปยังถังน้ำมัน → รถบางรุ่นวางเครื่องยนต์และโครงสร้างตัวถังต่างกัน ทำให้ตำแหน่งฝาต่างกันด้วย

  1. ความสมดุลน้ำหนัก

ในรถสปอร์ตหรือรถแข่ง การวางฝาถังและท่อน้ำมันมีผลต่อจุดศูนย์ถ่วงและการกระจายน้ำหนัก

เหตุผลด้านการใช้งานและประสบการณ์ผู้ขับ

ประเทศที่ขับชิดซ้าย (เช่น ไทย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ)

ผู้ผลิตบางค่ายวางฝาถังทางซ้าย (ฝั่งผู้ขับ) เพื่อให้เลี้ยวเข้าเติมได้สะดวก

แต่บางค่ายเลือกวางฝั่งขวา เพื่อให้เติมจากฝั่ง “ขอบฟุตบาท” ปลอดภัยกว่าหากต้องเติมบนถนน

ประเทศที่ขับชิดขวา (เช่น สหรัฐฯ, เยอรมนี)

มักวางฝาถังฝั่งขวา (ฝั่งผู้ขับ) ด้วยเหตุผลเดียวกัน

👉 สรุป: ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว อยู่ที่แนวคิดของผู้ผลิตและพฤติกรรมการใช้งานในแต่ละประเทศ

มุมมองด้านความปลอดภัย

หากเกิดอุบัติเหตุด้านข้าง การมีฝาถังฝั่งหนึ่งอาจปลอดภัยกว่าอีกฝั่ง ขึ้นอยู่กับสถิติการเกิดอุบัติเหตุของประเทศนั้น

ตัวอย่าง: ในญี่ปุ่นที่มีการชนข้างบ่อยทางซ้าย รถจำนวนมากจึงเลือกวางฝาถังด้านขวา

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หลายคนไม่รู้

สัญลักษณ์บนหน้าปัดน้ำมัน

รถสมัยใหม่มักมีรูป “ปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ” บนมาตรวัดน้ำมัน พร้อมลูกศรเล็ก ๆ → ชี้ว่าฝาถังอยู่ฝั่งไหน

ซ้าย = ฝาซ้าย

ขวา = ฝาขวา

รถบรรทุกและรถแท็กซี่

มักมีฝาถังทั้งสองฝั่ง เพื่อความสะดวกในการเติมน้ำมัน

รถอเมริกันคลาสสิก

รถบางรุ่น (Chevrolet Impala, Dodge Charger รุ่นเก่า) มีฝาถังซ่อนอยู่หลังไฟท้าย → ต้องเปิดไฟท้ายเพื่อเติมน้ำมัน

กรณีศึกษา

Toyota Vios (ไทย) – ฝาถังด้านซ้าย → สะดวกเติมตามปั๊มไทยที่หัวจ่ายอยู่ซ้าย

Honda Civic (สหรัฐฯ) – ฝาถังด้านขวา → สะดวกตามปั๊มอเมริกาที่หัวจ่ายอยู่ขวา

Porsche 911 – ฝาถังอยู่ด้านหน้า (บนฝากระโปรง) → ช่วยบาลานซ์น้ำหนักในรถเครื่องยนต์ท้าย

McLaren F1 – มีฝาถังสองฝั่ง เติมได้จากทั้งสองด้าน เพื่อความสะดวกในสนามแข่ง

อนาคตของตำแหน่งฝาถัง

เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ รถไฟฟ้า (EV) ตำแหน่ง “ฝาชาร์จ” ก็กำลังเผชิญคำถามเดียวกัน → ควรอยู่ซ้าย ขวา หน้า หรือหลัง?

Tesla: ชาร์จที่ด้านซ้ายหลัง

Porsche Taycan: มีฝาครอบไฟฟ้า ด้านซ้าย–ขวา

Nissan Leaf: ช่องชาร์จอยู่ด้านหน้า

Lucid Air: ฝาชาร์จอยู่ด้านซ้ายหน้า

อนาคตอาจเกิดมาตรฐานใหม่ระดับโลก แต่จนถึงตอนนี้ ยังเป็นเรื่องของ “ปรัชญาผู้ผลิต” เช่นเดียวกับฝาถังน้ำมัน

บทสรุป

ตำแหน่งฝาถังน้ำมันของรถแต่ละรุ่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนทั้ง วิศวกรรม ความปลอดภัย การใช้งานจริง และวัฒนธรรมการขับรถของแต่ละประเทศ

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณเข้าไปเติมน้ำมัน แล้วเจอรถที่ฝาอยู่คนละฝั่ง อย่าคิดว่า “แปลก” เพราะมันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจเชิงลึกของวิศวกรและดีไซเนอร์

Credit : เซลล์บอส บางเขนฮอนด้าคาร์ส์